ของกินภูเก็ต – สะตอ ของดี ชาวปักษ์ใต้
สาระน่ารู้

ของกินภูเก็ต – สะตอ ของดี ชาวปักษ์ใต้

สะตอ ลูกตอ กะตอ ปาไต ปะตา ปัดเต๊าะ หลากหลายชื่อเรียก คนใต้หลายคนมักนิยมชมชอบรับประทานสะตอ … เมื่อก่อนใครที่ไปทำงาน ต่างจังหวัด ต่างแดน อาจหาสะตอสดๆ ทานยาก แต่ตอนนี้เนื่องจากการคมนาคมขนส่งเจริญขึ้นมาก ทำให้มีสะตอขายทั่วไปตามตลาดสด หรือแม้กระทั่งสั่งออนไลน์ shopee หรือ lazada

ต้นสะตอนั้นสูงมาก สูงประมาณเสาไฟฟ้าเลยทีเดียว ลำต้นสูงได้ถึง 20-30 เมตร มีกิ่งก้านไม่แน่นหนา ใบเป็นใบเล็กๆ คล้ายๆ ใบมะขาม ตอนออกดอกทางภูเก็ตจะเรียกหย่อนโหม่ง โหม่งจะมีลักษณะเหมือนไมโครโฟนห้อยหัว มีขนเล็กๆ ที่ปลาย ซึ่งจริงๆ ขนคือดอกและเกษร เมื่อติดผลแล้วจะออกเป็นช่ออยู่ปลายโหม่ง สะตอเป็นไม้ยืนต้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Parkia speciosa อยู่ในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) เห็นได้จากออกลูกเป็นฝักเหมือนฝักถั่ว… เป็นต้นถั่วที่ใหญ่มาก สงสัยแจ็คจะปลูกถั่วพันธุ์นี้แน่ๆ

สะตอนิยมแกะเม็ดมาทำอาหาร ทานได้ทั้งสดและนำมาปรุงกับส่วนประกอบอื่นๆ บางพื้นที่นำมาแกงทั้งฝักก็มี แต่จะขูดเอาผิวด้านนอกของฝักออกก่อน… หากปีไหนสะตอออกเยอะกินไม่ทัน ฝักจะกลายเป็นสีดำแกะยาก (ส่วนตัวรู้สึกว่าพอสุกจัดแล้ว กลิ่นสะตอจะฉุนขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง) ชาวปักษ์ใต้นิยมนำสะตอที่มีมากเกินไปหรือที่สุกจัดมาต้มทั้งฝัก แกะเม็ดแล้วดองกับน้ำเกลือไว้กินนานๆ ถือเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง… ส่วนอื่นๆ ของสะตอ ที่นิยมรับประทานกัน คือ ยอดอ่อน นำมาทานสดๆ เป็นผักเหนาะหรือที่ภูเก็ตเรียกผักเก็ด

เม็ดหรือเมล็ด สะตอ มีสีเขียว เขียวอ่อน – เขียวแก่ เม็ดเล็ก – เม็ดใหญ่ หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธ์ุ ซึ่งวันนี้ขอหยิบยกสายพันธ์ุสะตอที่คนส่วนใหญ่รู้จัก นิยมรับประทาน คือ สะตอดาน และ สะตอข้าว มานำเสนอ

สะตอดาน มีลักษณะฝักแบนตรง ฝักมีสีเขียวแก่ เม็ดมีขนาดใหญ่ หนา ในหนึ่งฝักจะมีเม็ดสะตอดานประมาณ 10 – 20 เม็ด เนื้อแน่น มัน กลิ่นฉุน สำหรับคนที่อยากปลูกไว้ทานเองหรือขาย การปลูกสะตอดานต้องปลูกประมาณ 6 – 7 ปี จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ (พอๆ กับปลูกยางเลย) ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวก็นานหลายปี แต่จะมีพวกหนอนแมลงวันทอง รบกวนบ้าง จากประสบการณ์ที่เคยกิน สะตอดานจะกลิ่นแรงกว่า รสขมกว่าสะตอข้าว และบางทีก็มีเจ็กพ็อตได้รับโปรตีนจากหนอน (แต่ก็เฉยๆ นะกินได้มันดี)

สะตอข้าว จะมีฝักสั้นกว่าสะตอดาน ฝักจะบิดเป็นเกลียวไม่แบนตรงเหมือนสะตอดาน เม็ดสะตอมีขนาดเล็ก แต่ละฝักจะมีเม็ดประมาณ 10 – 20 เม็ด เนื้อไม่แข็ง เหมาะสำหรับคนที่สุขภาพฟันไม่แข็งแรง บางครั้งถ้าเก็บใหม่ๆ จะกรอบอร่อย รสขมนิดหน่อยมีหวานเจือๆ ส่วนตัวคิดว่ารสเหมือนกับเม็ดกระถิน ข้อมูลเพิ่มเติมหากใครคิดจะปลูกก็ปลูกได้นะ ใช้เวลาปลูก 5 – 6 ปี ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

เนื่องจากสะตอจะมีกลิ่นฉุน เวลาทานเข้าไปแล้วอาจไม่มั่นใจ แม้จะแปรงฟันหลายรอบแล้วก็ไม่หาย ดังนั้นจึงขอแนะนำวิธีขจัดกลิ่นเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ นั่นคือหลังทานสะตอเข้าไปแล้ว ให้ตามด้วยการทานมะเขือเปราะสดๆ ตามไปสัก 2 – 3 ลูก วิธีนี้ก็จะดับกลิ่นได้ระดับหนึ่ง ถ้ามีเวลาก็ควรแปรงฟันก่อนไปเข้าสังคม ตอนแปรงฟันนอกจากฟันแล้ว ให้บีบยาสีฟันแปรงที่เหงือก ลิ้น เพดาน และตามซอกต่างๆ ในปากให้หมดจด (ปากเปื่อยนิดนึง แต่ลมหายใจสดชื่นแน่นอน)

สรรพคุณทางยาของสะตอ ว่ากันว่าสะตอมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ในสะตอมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 และวิตามินซี… ส่วนสรรพคุณทางยานั้น สะตอสามารถขับลมในลำไส้ แก้ระบบปัสสาวะผิดปกติ อาการไตพิการได้… แต่อะไรที่มากไปก็มักจะไม่ดี สะตอก็เช่นกัน

เนื่องจากสะตอมีกรดยูริกสูง หากทานเยอะไปจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วและไตอักเสบได้ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์ ไม่ควรรับประทานสะตอในปริมาณมาก เพราะอาจจะทำให้โรคเกาต์กำเริบ

เกริ่นนำเรื่องสะตอมาเยอะ มาดูอาหารแบบคนภูเก็ต ที่ใช้สะตอในการทำกันค่ะ สำหรับอาหารที่อยากแนะนำในวันนี้คือ หมูสามชั้นผัดสะตอ เป็นอาหารที่ทำง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ มีเคล็ดลับ คือ

  1. กะปิที่ใช้แนะนำให้ใช้กะปิน้ำพริก ไม่ใช้กะปิแกง (ตามร้านชำจะมีแยกขายสองประเภท)
  2. ใส่พริกขี้หนูเพื่อตัดความเลี่ยนของหมูสามชั้น
  3. บีบมะนาวใส่หลังผัดเสร็จเพื่อตัดความเค็ม และควรปิดไฟก่อนใส่น้ำมะนาว ป้องกันรสขมจากมะนาว
  4. ถ้ามีเคยเค็มใช้เคยเค็มแทนกะปิได้ รสชาติที่ได้จะอร่อยมากกว่าใช้กะปิ (กุ้งเคย/แพลงตอนตัวเล็กๆ ที่นำมาหมักเป็นน้ำเหมือนการดอง มีรสเปรี้ยว)

ร่วมแสดงความคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.