อบจ.ภูเก็ต ร่วมพิธีถวายราชสดุดีวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
ข่าว ภูเก็ต

อบจ.ภูเก็ต ร่วมพิธีถวายราชสดุดีวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.15 น. นายธีระ เจี่ยสกุล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายธนัทภัทร ธานีรัตน์ สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต เข้าร่วมพิธีถวายบังคม พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคต โดยมี นายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธี ณ ลานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงเรียนปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพในวันที่ 1 มกราคม 2423 เป็นพระโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสวยราชสมบัติในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 เสด็จสวรรคตในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 รวมพระชนมายุ 45 พรรษา รวมดำรงสิริราชสมบัติ 15 ปี

พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพ และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรม และอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองนับพันเรื่อง กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำกาล แต่ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวง แทนพระอารามประจำรัชกาล ซึ่งต่อมาคือวชิราวุธวิทยาลัย พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อการศึกษาของเยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งโรงเรียนขึ้นในพระราชวังสราญรมย์ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ยังเป็นสถานที่ทรงทดลองงานพระราชดำริด้านการศึกษา เช่น เมื่อมีพระราชดำริตั้งกิจการลูกเสือหรือทรงกำหนดครุยวิทยฐานะขึ้น ก็โปรดให้ใช้กับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นแห่งแรก ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น ให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี เรียนหนังสือในโรงเรียนจนอายุ 14 ปี ทรงจัดตั้งกองเสือป่า ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้คนไทยมีความจงรักภักดี และมีความสามัคคีต่อชาติบ้านเมือง รู้จักเสียสละบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม และเพื่อฝึกให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง อดทนเสียสละ สามัคคี ดังที่ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”

พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งวชิรพยาบาล และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ทรงเปิดสถานเสาวภาเพื่อผลิตวัคซีนและเซรุ่ม ที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ประชาชนชาวไทย และประเทศใกล้เคียง ทรงเปิดการประปากรุงเทพฯ ทรงตั้งกรมรถไฟหลวง และเริ่มเปิดการรถไฟสายกรุงเทพมหานครถึงจัดหวัดเชียงใหม่ สายใต้จากธนบุรีเชื่อมกับปีนังและสิงคโปร์ อีกทั้งยังโปรดเกล้าให้สร้างสะพานพระราม 6 เพื่อเชื่อมทางรถไฟไปยังภูมิภาคอื่น พระองค์ทรงเปลี่ยนรูปแบบธงชาติ โดยโปรดเกล้าให้ยกเลิกการใช้ธงช้างเดิน เปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์แทน ตามลักษณะสีธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับประเทศไทย ซึ่งเหมือนกับธงชาติไทยในปัจจุบัน แต่มีเพียงสีแดงสีเดียว ซึ่งธงนี้เรียกว่า ธงแดงขาว 5 ริ้ว หรือธงค้าขาย ต่อมาแถบสีแดงที่ตรงกลางธงค้าขายได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินขาว หรือน้ำเงินเข้มเจือม่วงดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ในปี พ.ศ.2460 ทรงตราพระราชบัญญัติคำนำหน้านาม ให้มีคำว่า เด็กชาย เด็กหญิง นาย นาง และนางสาวนำหน้าชื่อ ด้านเศรษฐกิจพระองค์ทรงให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ.2456 ขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้จักออมทรัพย์ และเพื่อความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศ และใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารสยามกัมมาจล ทุนจำกัด ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาการเงิน และปัจจุบันคือธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้ธนาคารของคนไทยแห่งนี้ดำรงอยู่มาได้จวบจนทุกวันนี้

Post Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.