พระตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย – หง่อฮู้อ๋องเอี๋ย
สาระน่ารู้

พระตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย – หง่อฮู้อ๋องเอี๋ย

ประวัติพระตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย ตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย (ตามสำเนียงจีนฮกเกี้ยน หรือ ฉือฝู่หวังเย๋ ตามสำเนียงจีนกลาง) หรือ ตี่ฮู้เชี่ยนโส่ย (ตามสำเนียงจีนฮกเกี้ยน หรือ ฉือฝู่เชียนซุ่ย ตามสำเนียงจีนกลาง) มีนามเดิมว่า ตี่หมั่งเปียว เป็นชาวตันหลิว (ตามสำเนียงจีนฮกเกี้ยน หรือ เฉินหลิว ตามสำเนียงจีนกลาง ปัจจุบันคือ เมืองไคเฟิง หรือ ไคฟง ใน มณฑลเหอหนาน) เกิดสมัยสุยถัง (ช่วงปลายราชวงศ์สุย ต้นราชวงศ์ถัง) เป็นคนซื่อตรงและหนักแน่น มีปัญญาเฉลียวฉลาดเที่ยงธรรมและเข้มแข็ง เป็นเสนาธิการทหารที่เก่งกาจรอบรู้เรื่องการทหารเป็นอย่างดี ทั้งยังมีความกล้าหาญเหนือกว่าบรรดาผู้กล้าใน 36 เหล่าทัพ

คราวเมื่อพระเจ้าถังเกาจู่ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถัง กรีฑาทัพเข้าตีและยึดครองด่านกวนจงได้สำเร็จ ท่านตี่หมั่งเปียวได้อุทิศตนสนับสนุนช่วยเหลือ ในการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าถังเกาจู่ จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตงหล่องจ่อง และ เจียดชังโตวอุ่ย

ในศักราชจิงกวนปีที่ 17 ราว พ.ศ. 1186 ได้ติดตามพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ ไปทำศึกกับประเทศเกาหลี หลังเสร็จศึกท่านตี่หมั่งเปียวได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ซวนอุยจ่องกุ้น และ ติ่งเซียงโตวตัก ตามลำดับ

วันแซยิดพระตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย 18 เดือน 6 จีน

เหตุที่มีผิวสีดำและดวงตาเบิกกว้าง

ตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย เป็นเทพผู้มีความศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยความเมตตา เหตุที่มีลักษณะใบหน้าสีดำและมีดวงตาโตเบิกกว้างเนื่องจากความเชื่อเล่าขานกันมาว่า ท่านตี่หมั่งเปียวได้เจอกับเทพแห่งโรคระบาด หรือ อุ่นสิน องค์หนึ่ง ซึ่งได้รับบัญชาจากฟ้าให้ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อทำให้เกิดโรคระบาดแก่เมืองที่มีผู้คนทำความชั่วมาก จนไม่เกรงกลัวต่อบาป เมื่อเทพแห่งโรคระบาดได้เข้าไปในเมืองจนได้เจอกับท่านตี่หมั่งเปียว หลังจากสนทนากันจนถูกคอ ท่านตี่หมั่งเปียวจึงเชิญเทพแห่งโรคระบาดไปดื่มสุราพูดคุยสนทนากันต่อ หลังจากเทพแห่งโรคระบาด ได้ดื่มสุราเข้าไปสักพักใหญ่ก็เกิดรู้สึกมึนเมาจึงหลุดปากเปิดเผยเรื่องที่ได้ลงมายังโลกมนุษย์ พลางพร้อมกับหยิบยาพิษออกมาจากถุงเล็กๆ แล้วพูดว่า วันพรุ่งนี้จะลงมือแพร่กระจายโรคระบาดแก่เหล่ามนุษย์ด้วยพิษในถุง ด้วยใจที่นึกสงสารมนุษย์เป็นอย่างมาก ท่านตี่หมั่งเปียวจึงแย่งเอาถุงยาพิษมา แล้วตัดสินใจกลืนยาพิษลงไปในปากเพื่อรับเคราะห์แทนเหล่าประชาราษฏร์ ทันใดนั้นเอง พิษก็ได้แผ่ซ่านออกถกธิ์ทันทีจนทั่วร่างได้รับพิษร้ายกลายเป็นสีดำสนิท ดวงตาทั้งสองปูดโปนออกมา

หลังจากท่านตี่หมั่งเปียวเสียชีวิต เทพแห่งโรคระบาดจึงพาดวงวิญญาณของท่านไปยังแดนสวรรค์เพื่อเข้าเฝ้าองค์หยกฮ๋องส่องเต่ หลังจากที่ได้ทราบความ องค์หยกฮ๋องส่องเต่ ทรงเห็นถึงจิตใจอันเปี่ยมด้วยความเมตตาอันยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ จึงทรงโปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้งเป็น ไต่เทียนซุ้นซิ่วตี่ฮู้เชี่ยนโส่ย หรือเทพเจ้าตี่ฮู้เชี่ยนโส่ยผู้ตรวจตราแทนฟ้า พร้อมกับพระราชทานดาบวิเศษให้เป็นอาวุธและทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้นำแม่ทัพ 36 ทหารเกราะเหล็ก เป็นเทพเจ้าแห่งยุทธศาสตร์ นอกจากนี้แล้ว พระตี๋ฮู้อ๋องเอี๋ยวยังมีความสามารถด้านการดูที่แห่งโชค ดูฤกษ์ ชำนาญการเดินเรือ และเชี่ยวชาญเรื่องยารักษาโรค อีกด้วย

หง่อฮู้อ๋องเอี๋ย

พระตี่ฮู้อ๋องเอี๋ยเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในพระอ๋องเอี๋ยห้าองค์ เรียกว่า หง่อฮู้อ๋องเอี๋ย แห่งตำหนักหน่ำคุนชิ้นไต่เทียนฮู้ ซึ่งทั้งห้าองค์ ได้แก่ ไต่อ๋องหลี่ฮู้อ๋องเอี๋ย หยี่อ๋องตี่ฮู้อ๋องเอี๋ย ซามอ๋องหงอฮู้อ๋องเอี๋ย สี่อ๋องจูฮู้อ๋องเอี๋ย และ หง่ออ๋องห่วนฮู้อ๋องเอี๋ย

พระหง่อฮู้อ๋องเอี๋ย มีประวัติความเป็นมายาวยานกว่า 1,400 ปี ในสมัยปลายราชวงศ์ “สุย” ถึงช่วงต้นราชวงศ์ “ถัง” ทั้งห้าเป็นยอดขุนพลและขุนนางที่มีความกตัญญูกตเวที ซื่อสัตย์สุจริต รักชาติ และ จงรักภักดีต่อกษัตริย์ แม้จะมีตระกูลแซ่ที่ต่างกัน แต่ทั้งห้ามีจิตผูกพันและได้ร่วมจุดธูปสาบานเป็นพี่น้องต่างตระกูล ทั้งห้ามีความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น เปี่ยมด้วยคุณธรรม ทั้งยังส่งเสริมและเกื้อหนุนให้ราชวงศ์ถังมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดิน พระหง่อฮู้อ๋องเอี๋ย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ ได้แสดงอภินิหารช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ปราบปรามหมู่มาร โดยมีสิ่งมหัศจรรย์ปรากฏให้พบเห็นอยู่เนืองๆ เรื่อยมา เมื่อคราวสมัยราชวงศ์หมิงถึงต้นราชวงศ์ชิง “หง่อฮู้อ๋องเอี๋ย” ได้เสด็จมาทางเรือตามเจตนาของฟ้าดิน เดินทางลงใต้จากมณฑลฮกเกี้ยนเสด็จมาถึงเกาะหน่ำคุนชิ้น ของไต้หวันในปัจจุบัน สาธุชนมีความเลื่อมใสศรัทธาได้ก่อตั้งเป็นศาลเจ้าขึ้นมาเพื่อกราบไหว้สักการะบูชาองค์เทพเจ้าทั้งห้า หง่อฮู้อ๋องเอี๋ย เสด็จมาเป็นผู้ตรวจการแห่งเทพเจ้า ขึ้นเหนือล่องใต้ปราบปรามสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ส่งเสริมและช่วยเหลือสาธุชน มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นทุกๆวัน เกียรติศักดิ์เลื่องลือสู่แดนไกล ทำให้ผู้แสวงบุญต่างเดินทางมากราบไหว้บูชา ทำการบนบานศาลกล่าว ทำการอธิษฐานจิต (ปรารถนาสิ่งใดที่ดีงามมักสัมฤทธิ์ผลอย่างน่าอัศจรรย์) ในไต้หวันมีสาขาของศาลเจ้าแห่งนี้ขยายออกไปกว่า 7,500 แห่ง มีผู้เลื่อมใสกว่า 12 ล้านคน

ปรับปรุงและเรียบเรียงข้อมูลจาก
คุณเอกวัฒน์ เชาว์ชัยพร, คุณธเนศ หลิมพานิช, คุณทนากร สุนทรากร และ คุณอรรถพล ศรีสุวรรณ

โอวาทคำสอน พระตี่ฮู้อ๋องเอี๋ยจ่ายสิน

“ต้องมี ศีล ศรัทธา สัจจะ ให้พิจารณาตนเอง มุ่งปฏิบัติ อย่าละความเพียร หาทางหลุดพ้นจาก กิเลสทั้ง 5 ดับกิเลสเหตุแห่งทุกข์ด้วยจิตที่มีปัญญาของตน ด้วยตนเอง”

อาจารย์สอนให้ลูกหลานต้องมี “ศีล ศรัทธา สัจจะ”

ศักดิ์สิทธิ์ สำเร็จได้ด้วย กาย วาจา และใจ ด้วยการพิจารณาตนเองมุ่งปฏิบัติ อย่าละความเพียร หาทางหลุดพ้น ด้วยสติ ศีล สมาธ ปัญญา ดับกิเลสเหตุแห่งทุกข์ (จิต) ต้องดับกิเลสเหตุแห่งทุกข์ด้วยจิตที่มีปัญญาของตนเองเท่านั้น อาจารย์เป็นเพียงผู้ชี้แนะนำทางให้ดับและปิดทางที่มาของกิเลสทั้ง 5 คือ

  1. ทางตา (รูป)
  2. ทางหู (เสียง)
  3. ทางจมูก (กลิ่น)
  4. ทางลิ้น (รส)
  5. ทางกาย (สัมผัส)

ที่มีใจเป็นตัวรับรู้แล้วทำให้เกิด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิต

บารมี 10 หรือ ทศบารมี (ปฏิปทาอันยวดยิ่ง, คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า และความเป็นมหาสาวก เป็นต้น)

  1. ทาน (การให้ การเสียสละ – giving; charity; generosity; liberality) เพื่อตัดความโลภ
  2. ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย – morality; good conduct) เพื่อตัดความโกรธ การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 และ กรรมบท 10 ควบคู่ไปด้วย
  3. เนกขัมมะ (การออกบวช ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม – renunciation) เพื่อตัดอารมณ์ของกามคุณ (นิวรณ์ 5)
  4. ปัญญา (ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง – wisdom; insight; understanding) เพื่อตัดความโง่ ความเขลา
  5. วิริยะ (ความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบกบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่ – energy; effort; endeavour) เพื่อตัดความขี้เกียจ
  6. ขันติ (ความอดทน ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจเหตุผล และ แนวทางความประพฤติ ที่ตั้งไว้เพื่อจุดหมายอันชอบไม่ลุอำนาจกิเลส – forbearance; tolerance; endurance) เพื่อตัดความไม่รู้จักอดทน
  7. สัจจะ (ความจริง คือ พูดจริง ทำจริง และ จริงใจ – truthfulness) เพื่อตัดความไม่จริงใจ อารมณ์ใจกลับกลอก
  8. อธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ – resolution; self-determination) เพื่อทรงกำลังไว้ให้สมบูรณ์
  9. เมตตา (ความรักใคร่ ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ – loving-kindness; friendliness) เพื่อตัดโทสะ ความพยาบาท
  10. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดี ยินร้านหรือชอบฟัง – equanimity; indifference to praise and blame in the performance of duty) เพื่อวางเฉยในเรื่องของกายเรา

บารมีนั้น ท่านกล่าวว่าจะบำเพ็ญให้บริบูรณ์ ต้องครบ 3 ขั้น คือ

  1. บารมี (ระดับสามัญ เช่น ทานบารมี ได้แก่ ให้ทรัพย์สินเงินทอง สมบัตินอกกาย – ordinary perfections)
  2. อุปบารมี (ระดับรองหรือจวนจะสูงสุด เช่น ทานอุปบารมี ได้แก่ การเสียสละอวัยวะเป็นทาน – superior perfactions)
  3. ปรมัตถบารมี (ระดับสูงสุด เช่น ทานปรมัตถบารมี ได้แก่ การเสียสละชีวิต เพื่อ ประโยชน์แก่ผู้อื่น – supreme perfections)

บำเพ็ญทั้ง 10 บารมี ครบ 3 ขั้นนี้ เรียกว่า สมตึสปารมี หรือ สมดึงสบารมี แปลว่า บารมี 30 ถ้วน

อ้างอิงจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

Post Comment